SABUY Way เป้าหมายที่ชัดเจนบนแนวคิด Growth Mindset แบบไม่ยึดติดวิธีการผ่านมุมมอง “วิรัช มรกตกาล”

SABUY Way เป้าหมายที่ชัดเจนบนแนวคิด Growth Mindset แบบไม่ยึดติดวิธีการผ่านมุมมอง “วิรัช มรกตกาล”

ย้อนกลับไปช่วง 3-4 ปีก่อนหน้านี้ SABUY เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วอย่างมากและยิ่งเมื่อ SABUY รุกตลาดตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) ยิ่งช่วยให้เห็นการเติบโตได้อย่างรวดเร็วและชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่ดูเหมือนเป้าหมายของ SABUY จะขยายใหญ่เกินคำว่าเติบโตรวดเร็วไปแล้ว

ความสำเร็จของ SABUY เกิดขึ้นจากหลายองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี พันธมิตรที่แข็งแกร่ง รวมไปถึงวิสัยทัศน์ของ Founder ทั้งหมดถูกผนวกเข้าด้วยกันจนเกิดเป็น “SABUY Way” แต่ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยความสำเร็จ นั่นคือคนที่ทำให้ SABUY ดำเนินไปตามแผนการที่วางไว้ ต้องยกให้ คุณวิรัช มรกตกาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานพาณิชย์และการลงทุน SABUY


SABUY ครั้งแรกในมุมมอง

วันนี้ถามว่า SABUY เป็นอะไรจากเดิมที่เป็น Omni Payment Channel วันนี้ SABUY เป็น Omni Payment Channel and Commerce Channel ในตอนแรกที่ผมเข้ามา Founder หรือคุณชูเกียรติเขามีความฝันอยากจะสร้าง AliPay ของคนไทยผ่านตู้เติมเงิน ซึ่งเป็นช่องทางที่ยังมีบทบาทช่วยให้คนรากหญ้าและคนที่อยู่ห่างไกลระบบการเงินสามารถเข้าสู่บริการ Payment ได้

ตอนแรกที่เห็นเป็นธุรกิจ Fintech หลังจากนั้นอีก 1-2 ปีก็เห็นเขาทำตู้ Vending Machine กลายเป็นธุรกิจขายสินค้า ตกลง SABUY ก็เป็นธุรกิจ Merchandise ด้วย ถัดมาก็ได้ยินว่าเข้าไปในระบบศูนย์อาหาร อันนี้กลายเป็น Software แล้ว ตกลง SABUY เป็นอะไร นั่นคือเมื่อสองปีที่แล้ว ผมว่าโจทย์มันเปลี่ยนก็เพราะว่า รูปแบบการทำธุรกิจที่มีเป้าหมายอยากเติบโต ระบบการชำระเงินมีอยู่ในทุกๆ เรื่องตั้งแต่เช้า จ่ายค่าทางด่วน จ่ายค่าข้าว

วันนี้ภาพของ SABUY ค่อนข้างชัด เพียงแต่ว่าเราทำเยอะ วันนี้เราเอาเทคโนโลยีต่างๆ มาให้ความสะดวกสบาย ไม่ว่าจะถือเงินสด ใช้ e-Wallet หรือจะจ่ายด้วย Promptpay แค่เข้าสู่ระบบของ SABUY ก็สามารถจ่ายได้เช่นกันเป็นรูปแบบ Omni-Channel สามารถชำระบริการต่างๆ หรือซื้อสินค้าด้วยเงินสดผ่านตู้เติมเงินหรือตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ หรือจะชำระผ่านรูปแบบดิจิทัลได้ทุกๆ ช่องทางของ SABUY

หลายคนบอก SABUY เติบโตอย่างบ้าคลั่ง จริงๆ ไม่ได้บ้าคลั่ง แต่เพราะวันนี้การแข่งขันเพิ่มมากขึ้นหลายๆ ครั้งเราทำสิ่งที่คนอื่นทำไปแล้ว เราไม่ได้มีเวลาเยอะเหมือนคนอื่นจึงจำเป็นต้องเข้าไปลงทุนและมีการร่วมทุน มีการสร้างพันธมิตรมากมาย เพื่อที่จะเห็นจิ๊กซอว์ประกอบต่อกันเป็น Omni-Payment แพลตฟอร์ม โดยมีเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวก


รายได้หลักธุรกิจของสบายมาจากไหน ?

ในวันที่เราจะเข้าตลาดรายได้มาจาก 3 ธุรกิจหลัก ทางแรกมาจากธุรกิจตู้เติมเงินเป็นรายได้ที่เกิดจากการบริการ รายได้อีกทางมาจากธุรกิจการขายสินค้าผ่านตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) วันนั้นเรามี 6,000 ตู้ และยังได้ค่าบริการจากระบบชำระเงินในศูนย์อาหาร ซึ่งเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่ให้บริการทั้งซอฟต์แวร์ฟรี ฮาร์ดแวร์ฟรีในช่วงแรก ต่อมาก็เริ่มมีรายได้เข้ามา

นอกจากนี้รายได้ของ SABUY ที่มีการเติบโตอย่างมีนัยยะคือ ธุรกิจรับส่งพัสดุ (Drop-Off) ซึ่งเราเข้าไปลงทุนในแบรนด์ “ชิปป์สไมล์” ซึ่งถือเป็นแบรนด์แรกที่เข้าไปลงทุน โดยมีถึง 1,800 สาขา จากนั้นเราก็มีการสร้างแบรนด์ของตัวเองที่ชื่อ PLUS EXPRESS ที่สำคัญเรายังเข้าไปลงทุนในอีก 6 แบรนด์ เท่ากับวันนี้เรามีแบรนด์ในธุรกิจรับส่งพัสดุราว 7-8 แบรนด์ และมีจำนวนสาขามากถึง 17,000 สาขา

ส่งผลให้ SABUY สามารถสร้างรายได้เติบโตในระดับ 10x ในแต่ละปีธุรกิจที่เราลงทุนเริ่มเห็นรายได้กลับเข้ามา การเข้าไปลงทุนยังเป็นการต่อยอดสร้าง ecosystem ให้ขยายใหญ่ขึ้น เรายังเข้าไปลงทุนในธุรกิจบัตรต่างๆ ที่ให้บริการเรื่อง Smart Card ซึ่งเราเป็นผู้ผลิตบัตรที่ไม่อยากรอการประมูลของธนาคาร จึงนำบัตรมาเป็นโซลูชั่นให้กับพนักงาน นักศึกษา หลายโรงงานไม่อนุญาตให้พกมือถือเข้าไป แล้วจะชำระเงินยังไง

นั่นคือจุดเริ่มทำโครงการในเรื่องของ Smart Solutions โดยบัตรพนักงานสามารถนำไปทำอะไรได้มากมาย เช่น พนักงานที่มาตรงเวลาไม่ขาดไม่ลาไม่สาย สามารถให้ Reward หรือสวัสดิการต่างๆ ผ่านบัตรได้ หรือบัตรนักเรียนที่สามารถใช้ชำระค่าอาหารในโรงอาหารได้ ช่วยเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัย วันนี้รูปแบบดังกล่าวค่อยๆ เติบโตและเริ่มสร้างรายได้ให้กับ SABUY


การเติบโตอย่างยั่งยืนของ SABUY

การที่จะสร้างความเชื่อมั่นและความเชื่อใจ สิ่งที่สำคัญคือสื่อสารให้นักลงทุนเห็นภาพกลยุทธ์ ทำให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เราทำมันสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เราจะพูดเสมอว่าทุกอย่างที่ SABUY ลงทุนมันคือการทำสำหรับอนาคต ถ้าอยากรู้ว่าสิ่งที่เราจะทำในปีหน้าคืออะไร ดูเลยว่าปีนี้เราทำอะไรบ้าง หลายบริษัทต่างชาติเขาเห็นแล้วว่าเรามีพาวเวอร์ จากเดิมมีผู้ใช้งานในระบบแค่ 11 ล้านคน ผ่านไป 2 ปีเรามีผู้ใช้งานมากกว่า 55 ล้านคน และมี 70 ล้านธุรกรรมต่อเดือน

ในปี 2023 อะไรที่เราลงทุนไปในปีนี้ผลตอบแทนจะเริ่มเห็นได้ชัดเจนในปีหน้า นี่เป็นรูปแบบการลงทุนที่ยั่งยืนของ SABUY ผลที่ได้ในปีถัดไปมันจะเกิดจากปีนี้ อะไรที่ผลตอบแทนยังไม่ชัดเจนในปีนี้ ผลตอบแทนจะแสดงออกมาให้เห็นในปีถัดไป


ความท้าทายของ SABUY

SABUY เป็นบริษัทที่มีความท้าทาายตลอดเวลา ความท้าทายที่สุด คือ เรื่องคนซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจ จะทำอย่างไรให้คนเก่าเปิดรับคนรุ่นใหม่ ทำอย่างไรให้ทีมงานใหม่เข้าขากันได้เร็ว ทำอย่างไรให้คนเดิมและคนใหม่มองไปในเป้าหมายเดียวกัน ต้องมีการ ReSkill UpSkill ผู้บริหารต้องเข้าใจคนในทีม รู้ว่าข้อจำกัดเขาคืออะไร ถ้าเราเข้าใจข้อจำกัดเขา เขาจะเป็นกำลังที่สำคัญ โดยเฉพาะกับคนเก่าแก่ที่อยู่กับองค์กรมานานมีความรักองค์กรมากกว่าคนที่เข้ามาใหม่แน่นอน

จากบริษัทระดับ 10 ล้านมาเป็น 1,000 ล้าน จนถึงระดับหมื่นล้าน คราวนี้จะก้าวไปสู่ระดับแสนล้าน วิธีจะต้องเปลี่ยน คนก็ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน แต่เราไปเปลี่ยนเขาทั้งหมดก็ไม่ได้ เราก็ต้องมีการเติมคนเข้ามาอีก ทำให้องค์กรเกิดคน 2 ยุค ซึ่งก็ต้องมาคิดทำยังไงที่จะทำให้กลุ่มคนเหล่านี้มองเป้าหมายเดียวกันในรูปแบบ SABUY Way อันนี้เป็นความท้าทายทั้งหมดของผู้บริหาร

เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน ใน SABUY มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการทำงาน สภาพแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ หนึ่งคือเรามีผู้ถือหุ้นที่เปิดกว้าง เรามีกรรมการที่เปิดใจรับฟังสิ่งที่เราอยากจะทำ เรามีทีมงานที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง พอเราวางเป้าหมายว่าอยากจะไปตรงนี้ สิ่งที่เราต้องมีคือวิธีการที่ยืดหยุ่น ยกตัวอย่างง่ายๆ เราอยากจะลองทำร้านโชห่วยดู เพื่อที่จะเรียนรู้ว่าทำอย่างไร ก็ลงมือทำเลยทันที


เส้นทางอนาคตของ SABUY สู่เป้าหมาย

สิ่งที่ได้กลับมาคือความล้มเหลวแต่ก็ได้ความรู้ในการทำธุรกิจว่ามันรันธุรกิจอย่างไร ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเป็น Service ให้คนอื่นได้ ผมว่าวิธีการนี้เป็นจุดหนึ่งที่ผมเห็นเลยว่า หลายองค์กรส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับวิธีการ เพราะหากวิธีการเปลี่ยนไปเป้าหมายก็มักจะถูกลืม แม้ว่าตอนวางแผนธุรกิจจะเขียนเป้าหมายไว้สวยงามมาก

หลายองค์กรจึงควรใช้วิธีการที่ยืดหยุ่น แต่ส่วนใหญ่มักจะล็อกวิธีการ พอวิธีการมันถูกล็อกก็ทำให้เป้าหมายเปลี่ยนไป ผมว่า SABUY เรารักษาสภาพแวดล้อมของเราไว้โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งวิธีการที่มีความยืดหยุ่นแปลว่าเราจะต้องปรับตัวค่อนข้างเร็ว วันนี้อาจจะประสบความสำเร็จ แต่อีก 3 ปีอาจจะล้มเหลวก็ได้ ถ้าล้มเหลวเราจะทำยังไงที่จะเลิกได้เร็ว ต้องเปลี่ยนรูปแบบของเราให้เร็วขึ้น ผมว่ามันเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของผม

เป้าหมายต้องชัด วิธีการต้องมีความยืดหยุ่น พร้อมเปลี่ยนเสมอเพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก เร็วจนกระทั่งเราไม่สามารถล็อกวิธีการใดไว้ อะไรที่คุยกันในวันนี้ เย็นนี้มันอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรถึงจะเก็บ DNA คนของเราไว้ให้พร้อมที่จะปรับตัว เราไม่มีสูตรสำเร็จหรอกว่าธุรกิจไหน ควรทำอย่างไร ถ้าผมเข้าไปลงทุนนั่นคือผมเลือกที่ Founder แล้วก็ต้องเชื่อมั่นในทีมงานของผม โดยปีนี้เรามีเป้าหมายที่ 5,000 ล้านบาท ขณะที่เป้าหมายระยะยาวอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท


อนาคต SABUY เล็งลงทุนอะไรเพิ่ม

จากนี้ไป SABUY คงจะเน้นการลงทุนไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน เราเริ่มคิดว่ามีหลายประเทศที่เขาสามารถใช้แพลตฟอร์มของ SABUY ไปต่อยอดได้ แล้วต่อยอดเติบโตไปยังตลาดต่างประเทศ ช่วยเสริมให้เป้าหมายในปี 2023 ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งในอีก 2 ปีถัดไปจากนี้ เราจะสื่อสารออกไปชัดเจนที่จะไปเติบโตในประเทศเพื่อนบ้าน

วันนี้ เรากำลังตั้งเป้าหมายอยู่ที่ 300 ล้านผู้ใช้งาน ซึ่งเป้าหมายนี้จะเกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเดียวคงไม่พอ ฉะนั้นการเติบโตของเราจะจากการรุกตลาดต่างประเทศเป็นหลัก